ถ้าการเมืองดี ฟุตบอลพม่าจะไปได้ไกลกว่านี้
ข่าวทีมชาติไทย

ถ้าการเมืองดี ฟุตบอลพม่าจะไปได้ไกลกว่านี้

ถ้าการเมืองดี ฟุตบอลพม่าจะไปได้ไกลกว่านี้

หากไปถามผู้เฒ่าผู้แก่ที่มีอายุ 80-90 ปีขึ้นไป และติดตามฟุตบอล 1 ในชาติที่ใครเจอแล้วต้องขาสั่น นั่นคือ ทีมชาติพม่า อย่างไรเสียหากถอยลงมาที่กลุ่มวัยกลางคน ทีมชาติพม่า ไม่จัดอยู่ในสายตา ขณะที่ในรุ่นหลานยุคปัจจุบัน อาจไม่ถึงขั้นมองข้ามแต่ก็ไม่ได้รู้สึกกลัว จากที่เกริ่นมานี้จึงจะเห็นได้ว่า ทีมชาติพม่า มีช่วงเวลาที่รุ่งเรืองและต่ำตก อย่างไรเสียหากดูจากประวัติศาสตร์การเมืองประกอบด้วยแล้ว ก็จะพบว่าการเมืองเป็นปัจจัยสำคัญต่อวงการฟุตบอลพม่า

ก่อนอื่นต้องกล่าวก่อนว่าประเทศพม่า อยู่ภายใต้การปกครองของอาณานิคมอังกฤษ ฉะนั้นใดๆก็ตามที่เป็นของเมืองผู้ดี พม่าจะได้รับมาเต็มๆ รวมถึงการเล่นฟุตบอล นั่นจึงทำให้ตั้งแต่ประเทศเป็นเอกราช ทีมชาติพม่า ก็กอบโกยความสำเร็จในเวทีอาเซียนอย่าง ซีเกมส์ ถึง 5 สมัย (1965, 1967, 1969, 1971, 1973) ซึ่งในตอนนั้นนับว่าเป็นที่อิจฉาของเพื่อนบ้านอย่างทีมชาติไทย และชาติอื่นๆ ที่ได้แต่นั่งมอง ส่วนในเวทีระดับเอเชียอย่าง เอเชียน เกมส์ ก็ไม่น้อยหน้ากับการคว้าเหรียญทอง 2 สมัย (1966, 1970) ซึ่งจนถึงตอนนี้ก็ไม่ยังไม่ชาติใดในภูมิภาคที่ไปถึงเหรียญรางวัลเหมือนกับพลพรรคหงส์ทอง

การเมืองภายในประเทศพม่า แท้จริงแล้วมีความวุ่นวายมาตลอด แต่มันก็เดินควบคู่ไปกับการพัฒนาได้ แม้รัฐบาลทหารของนายพลเนวิน จะยึดครองประเทศแบบเบ็ดเสร็จเมื่อปี 1962 แต่กระนั้นเมื่อเวลาผ่านไป การปกครองของทหารก็ค่อยๆกระชับเพื้นที่ด้วยการปิดประเทศและตัดวงจรการพัฒนาต่างๆ นั่นจึงทำให้ทีมชาติพม่า ค่อยๆหายหน้าไปจากเวทีระดับนานาชาติ เพราะหลายทัวร์นาเมนต์นับตั้งแต่ทศวรรษ 80 ทีมชาติพม่า จะส่งทีมบ้าง ถอนบ้าง แต่ที่แน่นอนที่สุด คือ ไม่โหดเหี้ยมจนชาติไหนต้องกลัวอีกต่อไป

การเปิดประเทศและน้อมรับหลักการประชาธิปไตยช่วงปี 2011 ได้ทำให้วงการฟุตบอลพม่าค่อยๆลืมตาได้อีกครั้ง โดยฟุตบอลลีกอาชีพ สามารถก่อตัวขึ้นได้เหมือนชาติอื่น พร้อมๆกับทีมชาติที่ไม่ต้องไปเพลย์ออฟเพื่อเล่น ซูซูกิ คัพ อีกแล้ว โดยในรอบ 10 ปีหลังมานี้ แม้ว่าทีมชาติพม่า จะไปไม่ถึงแชมป์ แต่ก็สามารถเข้ารอบลึกๆได้ เช่น รอบรองซูซูกิ คัพ, เข้าชิงเหรียญทองซีเกมส์ รวมถึงทีมชุดยู-19 ที่ได้ไปแข่งชิงแชมป์โลก  นอกจากนี้นักฟุตบอลสัญชาติพม่าก็ได้เป็นสินค้าส่งออกไปยังลีกไทย และประเทศเพื่อนบ้าน เพราะนอกจากพวกเขาจะมีฝีเท้าที่ดีแล้ว ยังช่วยเพิ่มมูลค่าทางการตลาดแก่สโมสรนั้นๆด้วย

ข่าวคราวการรัฐประหารครั้งล่าสุดของประเทศพม่า ส่อส่งสัญญาณว่าฟุตบอลพม่ากำลังถูกท้าทายอีกครั้ง โดยที่ไม่รู้ว่านับจากนี้จะเป็นอย่างไร จะกลับไปสู่ยุคมืดอีกหรือเปล่า เพราะฟุตบอลลีกแข่งขันไม่ได้มาตั้งแต่ต้นปี ส่วนทีมชาติมีส่งไปแข่ง แต่ก็ไปแบบไม่มีความพร้อมและไม่เต็มชุด เพราะนักฟุตบอลทีมชาติหลายคนถูกจับ ต่อต้านไม่ลงเล่น หรือหนีออกจากประเทศ เพราะเกรงว่าจะถูกจับกุม ทั้งหมดนี้จึงนับเป็นเวรเป็นกรรมของวงการฟุตบอลพม่า ที่น่าจะไปได้สุดทางกว่านี้ หากไม่มีปัจจัยเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยว

 

 

 

ถ้าการเมืองดี ฟุตบอลพม่าจะไปได้ไกลกว่านี้


ถ้าการเมืองดี ฟุตบอลพม่าจะไปได้ไกลกว่านี้

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *